วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับ Array

ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับ Array


ฟังก์ชัน sort

 เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการเรียงลำดับรายการข้อมูลในอะเรย์โดยจัดเรียงข้อมูลจากค่าน้อยไปหาค่ามาก

File: lab4-19.php

<?php
$sort = array(50,40,30,35);
sort($sort);
for($r = 0; $r < count($sort);$r++){
echo "$sort[$r] <br>";
}
?>

ฟังก์ชัน asort

เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการเรียงลำดับรายการข้อมูลในอะเรย์แบบคู่ โดยจัดเรียงข้อมูลของ
Value จากค่าน้อยไปหาค่ามาก
File: lab4-20.php
<?php
$keep_age = array(
“Joe" => 15 ,
“Game" => 18 ,
“Off" => 30 ,
“Champ" => 16 );
asort($keep_age );
foreach ($keep_age as $key => $value) {
echo "$key = $value <br>\n";
}
?>

ฟังก์ชัน ksort

เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการเรียงลำดับรายการข้อมูลในอะเรย์แบบคู่ โดยจัดเรียงข้อมูลของ Key  จาก       ค่าน้อยไปหาค่ามาก

File: lab4-21.php
<?php
$keep_age = array(
“Joe" => 15 ,
“Game" => 18 ,
“Off" => 30 ,
“Champ" => 16 );
ksort($keep_age );
foreach ($keep_age as $key => $value) {
echo "$key = $value <br>\n";
}
?>

ฟังก์ชัน max ใช้ในการหาค่า maximum ของ Value ใน Array
ฟังก์ชัน min ใช้ในการหาค่า minimum ของ Value ใน Array
ฟังก์ชัน count ใช้ในการนับจำนวน Array ว่ามีทัง้ หมดเท่าไหร่
File: lab4-22.php
<?php
$arr = array( 51,6,7,4,3,2,10,3,70 );
echo max( $arr) ,"<br>";
echo min( $arr) ,"<br>";
echo count( $arr) ,"<br>";
?>


ฟังก์ชัน current 

ใช้ดึง Value ของ Array ที่ Pointer ชีอ้ ยู่ หากเป็นการ Initialize Array
ตัว Pointer จะอยู่ที่ Array 0
ฟังก์ชัน next ใช้เลื่อน Pointer ใน Array ไปข้างหน้าจำนวน 1 ช่อง
ฟังก์ชัน prev ใช้เลื่อน Pointer ใน Array ถอยหลังจำนวน 1 ช่อง
File: lab4-23.php
<?php
$arr = array( 51,6,7,4,3,2,10,3,70 );
echo current($arr) ,"<br>";
next ($arr);
echo current($arr) ,"<br>";
prev ($arr);
echo current($arr) ,"<br>";
?>

ฟังก์ชัน each 

ใช้ดึงค่าของ Array ที่ Pointer ชีอ้ ยู่ แล้วเลื่อน Pointer ใน Array ไปจำนวน
1 ช่อง ค่าที่ดึงออกมาจะเป็น Array เช่นกัน
File: lab4-24.php
<?php
$arr = array( 51,6,7,4,3,2,10,3,70 );
$myarr = each($arr);
echo $myarr['key'] . " => " . $myarr['value'] . "<br>";
$myarr = each( $arr);
echo $myarr[0] . " => " . $myarr[1] . "<br>";
?>

ฟังก์ชัน end 

ใช้เลื่อน Pointer ใน Array ไปลำดับสุดท้าย
File: lab4-25.php
<?php
$arr = array( 51,6,7,4,3,2,10,3,70 );
echo current($arr) ,"<br>";
end($arr);
echo current($arr) ,"<br>";
?>

ฟังก์ชัน key 

ใช้ดึง Key ของ Array ที่ Pointer ชีอ้ ยู่
File: lab4-26.php
<?php
$arr = array("code" => "123", "name" => "ABC" );
echo key ($arr) ,"<br>";
next($arr);
echo key ($arr) ,"<br>";
?>
 

ฟังก์ชัน reset 

เป็นคำสั่งให้เริ่มต้น Pointer ใหม่
File: lab4-27.php
<?php
$arr = array(10,20,30,40,50);
echo current($arr) ,"<br>";
next($arr);
echo current($arr) ,"<br>";
reset($arr);
echo current($arr) ,"<br>";
?>

ฟังก์ชัน list 

ใช้ในการรับค่าที่อ่านมาได้จากอะเรย์โดยจำนวนของตัวแปร (var1,var2,…) ที่ตัง้ 

รับในคำสั่งนีขึ้น้ อยู่กับขนาดอะเรย์ที่ส่งค่ามาให้ว่าอะเรย์นัน้ ส่งค่าข้อมูลมาให้จำนวนกี่

ค่า
File: lab4-28.php
<?php
$arr = array("A"=>10,"B"=>20,"C"=>30);
while ( list($key,$data) = each($arr) ) {
echo "$key => $data<br>";
}
?>

ฟังก์ชัน print_r 

ใช้ในการแสดงค่าใน Array ทัง้ หมด
File: lab4-29.php
<?php
$arr = array("A"=>10,"B"=>20,"C"=>30);
print_r($arr);
?>
File: lab4-30.php
<?php
echo "\$_SERVER<br>";
print_r($_SERVER);
?>



อะเรย์ (Array)

อะเรย์ (Array)

  •  อะเรย์หรือตัวแปรชุดคือตัวแปรที่สามารถเก็บค่าได้หลายๆค่า โดยใช้ตัวแปรตัวเดียว
  •  สิ่งที่อยู่ภายในอะเรย์เรียกว่าสมาชิก
  •  แต่ละสมาชิกในอะเรย์จะมีอินเด็กซ์เพื่อใช้อ้างอิง
  •  ใน PHP อินเด็กซ์จะเริ่มที่ 0 แต่สามารถกำหนดอินเด็กซ์ให้เป็นตัวอักษรได้

File: lab4-7.php
<html>
<body>
<?php
$arr[0] = "Red";
$arr[1] = "Green";
$arr[2] = "Blue";
$arr[3] = "White";
echo " $arr[0] , $arr[1] ,$arr[2] ,$arr[3] ";
?>
</body>
</html>


• ข้อมูลแต่ละตัวในอะเรย์ไม่จำเป็น ต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน เช่น อาจจะมีทั้งจำนวนเต็ม เลขทศนิยม ตัวอักษร

File: lab4-8.php
<?php
$arr[0] = "Chair";
$arr[1] = 20;
$arr[2] = 3.37;
$arr[3] = "A";
$all = count( $arr );
for ($i=0; $i < $all; $i++){
print "Member $i = $arr[$i] <BR>";
}
?>


• ใน PHP อะเรย์ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลงได้เรียกว่า dynamic array
หรือ vector(สำหรับอะเรย์มิติเดียว)


• ไม่จำเป็นต้องประกาศตัวแปร


• ค่าของอะเรย์จะ ถูกกำหนดให้ตอนที่ โปรแกรมทำงาน (Run time)


File: lab4-9.php
<?php
$myarray[]=3;
$myarray[]=1.1;
$myarray[]="abc";
$all = count( $myarray);
for ($i=0; $i < $all; $i++){
print "Member $i = $myarray[$i] <BR>";
}



• การสร้างอะเรย์โดยใช้ฟังก์ชัน array และการเปรียบเทียบการใช้ For และ Foreach
File: lab4-10.php
<?php
$myarray = array( 5,6,7, 20,31,440,”PHP”,”GNA” );
$all = count( $myarray);
for ($i=0; $i < $all; $i++){
print "Member $i = $myarray[$i] <BR>";
}
foreach ($myarray as $myvalue) {
print "$myvalue <BR>";
}
?>



• การสร้างอะเรย์โดยใช้ฟังก์ชัน array range(int low, int high)
File: lab4-11.php
<?php
$arr = range( 5,10);
$all = count( $arr );
for ($i=0; $i<$all; $i++){
echo "arr[" .$i. "] = ";
echo $arr[$i] . "<BR>" ;
}
?>



• การนำข้อมูลจาก Text file มาเก็บไว้ใน Array
• ข้อมูลที่เก็บในแต่ละบรรทัดคือ ข้อมูลในแต่ละ Element
File: lab4-12.php
<?php
$des = file("lab4-6.php");
$count_des = count($des);
if($count_des==0) {
echo "ไม่มีข้อมูลใน File <br>";
}
for ($i=0; $i<$count_des; $i++) {
echo $des[$i] . "<br>";
}
?>



• จากตัวอย่างที่แล้ว หากเราต้องการแสดงข้อความให้ถูกต้อง จำเป็นต้อง Convert Special
Character ก่อนการ Display HTML โดยใช้ Function htmlspecialchars
File: lab4-13.php
<?php
$des = file("lab4-6.php");
$count_des = count($des);
if($count_des==0) {
echo htmlspecialchars("ไม่มีข้อมูลใน File <br>");
}
for ($i=0; $i<$count_des; $i++) {
echo htmlspecialchars($des[$i]) . "<br>";
}
?>



• การใช้อะเรย์หลายมิติ(Multidimensional Array)
• กำหนดชื่อตัวแปรแล้วตามด้วยเครื่อง [..][..] สำหรับอะเรย์สองมิติและ [..][..][..]
สำหรับอะเรย์สามมิติ
$arr_2[1][1] = 4000; //$arr_2 เป็นอะเรย์สองมิติ
$arr_3[1][1][1] = 2000; //$arr_3 เป็นอะเรย์สามมิติ
อะเรย์ (Array)
File: lab4-14.php
<?php
$dim = 4;
for ($row=0; $row <= $dim; $row++) {
for($column = 0; $column <= $dim; $column++) {
$myarray[$row][$column] = 4 * $row * $column;
echo "4 x $row x $column = " . $myarray[$row][$column] . "<br>";
}
echo "<br>";
}
?>



• อะเรย์แบบคู่ (Key/Value)
• การเก็บข้อมูลในอะเรย์แบบนีจ้ ะใช้กับข้อมูลที่จัดเก็บเป็นคู่ ๆ
File: lab4-15.php
<?php
$keep_age = array(
“Joe" => 15 ,
“Game" => 18 ,
“Off" => 30 ,
“Champ" => 16 );
$name =key($keep_age);
$age =current($keep_age);
print ("Age of <u>$name</u> is $age");
?>




• อะเรย์แบบคู่ (Key/Value) ประเภท 2 มิติ
File: lab4-16.php
<?php
$countries = array (
"thailand" => array ( "zone" => "Asia", "D_NAME" => ".th"),
"malasia" => array ( "zone" => "Asia", "D_NAME" => ".my"),
"india" => array ( "zone" => "Asia", "D_NAME" => ".in"),
"holland“ => array ( "zone" => "Europe", "D_NAME" => ".nl"),
"france" => array ( "zone" => "Europe", "D_NAME" => ".fr")
);
echo "domain name=".$countries[ "thailand"]["D_NAME"]."<BR>\n";
?>


ถ้าเราต้องการจะเข้าถึงข้อมูลแต่ละคู่ที่ถูกเก็บอยู่ในอะเรย์แบบคู่ จะใช้วิธีเรียกผ่าน
ฟังก์ชัน each() และ list()
File: lab4-17.php
<?php
$test = array( "a" => 10, "b" => 20, "c" => 30 );
while (list($key, $value) = each($test)) {
echo "$key = $value <br>\n";
}
?>



• จะเข้าถึงข้อมูลแต่ละคู่ที่ถูกเก็บอยู่ในอะเรย์แบบคู่สามารถทำได้อีกวิธีคือการใช้คำสั่ง
foreach
File: lab4-18.php
<?php
$test = array( "a" => 10, "b" => 20, "c" => 30 );
foreach ($test as $key => $value) {
echo "$key = $value <br>\n";
}
?>

ฟังก์ชันของ PHP

ฟังก์ชันของ PHP


การใช้ Static ใน Function
File: lab4-4.php
<?php
function MyFunc() {
static $num_func_calls = 0;
echo "num_func_calls = $num_func_calls<br>";
return ++$num_func_calls;
}
MyFunc();
MyFunc();
MyFunc();
?>

การผ่านค่าตัวแปลแบบ Reference ใน Function
File: lab4-5.php
<?php
function swap(&$a, &$b) {
$t = $a;
$a = $b;
$b = $t;
}
$x=10;
$y=3;
echo "x=" . $x . ", y=" . $y . "<br>";
swap($x,$y);
echo "x=" . $x . ", y=" . $y . "<br>";
?>

การนำค่านอก Function มาใช้โดยใช้คำสั่ง global
File: lab4-6.php
<?php
$z = 20;
function MyFunc() {
echo $z . "<br>";
$z = 50;
echo $z . "<br>";
global $z;
echo $z . "<br>";
}
MyFunc();
?>

ฟังก์ชัน PHP

ฟังก์ชัน PHP


        ฟังก์ชันคือ โปแกรมย่อยที่สามารถประมวลผล และ คืนผลลัพธ์จากการประมวลผลนั้นสู่โปรแกรมหลักได้ ซึ่งจำเป็นในการเขียนโปรแกรมเพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพทีสูงขึ้น โดยฟังก์ชันของ PHP มี 2 ส่วน คือ
     - ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง
     - ฟังก์ชันที่มากัน PHP (สามารถเรียกใช้งานได้ทันที)

      ชื่อของคลาสและฟังก์ชันที่ผู้ใช้ทำการกำหนดเอง ตลอดจน constructs และ keywords ต่าง ๆ
เช่น echo, while, class เป็นต้น มีคุณสมบัติเป็นแบบ case-insensitive ตัวอย่างเช่น echo,ECHO, EcHo       แต่ในทางกลับกัน ชื่อตัวแปรต่าง ๆ นัน้ PHP จะมองเป็น case-sensitive ตัวอย่างเช่น $name,$NAME และ $NaMe



ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง


      ผู้ใช้สามารถสร้างฟังก์ชันขึน้ มาใหม่ ทำได้โดยง่าย โดยอาศัยโครงสร้างพืน้ ฐาน
ตัวแปร ค่าคงที่ โอเปอเรเตอร์ และการควบคุมโปรแกรมที่กล่าวมาแล้ว มาใช้ในการสร้างฟังก์ชัน 

สำหรับฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
- ฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน
- ฟังก์ชันที่มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน



ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ไม่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน

      ฟังก์ชันแบบนีผ้ ู้ใช้จะต้องกำหนดชื่อและขัน้ ตอนการทำงานของฟังก์ชันไว้ที่ต้นของโปรแกรมก่อน หลังจากนัน้ สามารถเรียกใช้งานได้ทันที รูปแบบการสร้างฟังก์ชันมีดังนี้function functionName(){instructions;}functionName(); //เรียกใช้งาน


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ตัวอย่างฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน

File: lab4-1.php
<?php
function Contact(){
echo “ติดต่อเรา 08-12345678”;
}
Contact();
?>
ผลลัพธ์ ติดต่อเรา 08-12345678

ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน

      ฟังก์ชันแบบนีจ้ ะมีการรับค่าเพื่อนำไปคำนวณภายในฟังก์ชันจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา 
ภายในฟังก์ชันเป็นการใช้โครงสร้าง ตัวแปร โอเปอเรเตอร์ อื่นๆ  รูปแบบการกำหนดฟังก์ชันจะเป็น
ดังนี้
function functionName(parameter){
return (instructions);
}
functionName(parameterValue); //เรียกใช้งาน

ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ตัวอย่างฟังก์ชันที่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน

File: lab4-2.php
<html><body>
<?php
echo"จะแทรกไว้ส่วนบนของ Function ก็ได้ <br>";
echo circle_area(5);
function circle_area($radius){
return M_PI*$radius*$radius;
}
?>
<br><br>หรือจะแทรกไว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้<br>
<?php echo circle_area(5); ?>
</body></html>





วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Oracle

Oracle คือ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ผลิตโดยบริษัทออราเคิล ซึ่งเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ หรือ DBMS(Relational Database Management System) ตัวโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยติดต่อ ประสาน ระหว่างผู้ใช้และฐานข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานฐานข้อมูลได้สะดวกขึ้น เช่นการค้นหาข้มูลต่างๆภายในฐานข้อมูลที่ง่ายและสะดวก โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างภายในของฐานข้อมูลก้สามารถเข้าใช้ฐานข้อมุลนั้นได้
ข้อดีของ Oracle
1.เทคโนโลยี Rollback Segment ถูกนำมาใช้ในโปรแกรม Oracle ประโยชน์ Rollback Segment คือ สามารถจัดการกับข้อมูลในกรณีที่เกิดการล้มเหลวของระบบ หรือภาวะระบบไม่สามารถให้บริการได้ ด้วยเทคโนโลยี Rollback Segment จะจัดการ Instance Recovery ข้อมูลไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจาก การล้มเหลวของระบบ ได้อย่างดีมาก  

2. Oracle ยังมีส่วนที่เรียกว่า Timestamp ทำงานเกี่ยวข้องกับ Concurrency Control เป็นส่วนที่จัดการการทำงานกับหลาย ๆ Transaction ในเวลาเดียวกัน โดยทุก ๆ Transaction จะมี Timestamp เป็นตัวกำหนดเวลาเริ่มต้นของการประมวลผล (Process) ซึ่งช่วยในการขจัดปัญหาหลักของ Concurrency Problems 

3.Oracle ใช้ได้กับฐานข้อมูลกว่า 80 แพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์บนเมนเฟรม, มินิคอมพิวเตอร์, พีซี บนระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Window 9x, NT, Window CE, UNIX, SOLARIS, LINUX  โดยที่ในทุกพอร์ตมีโครงสร้างการเหมือนกันๆหมด คำสั่งที่ใช้ก็เป็นแบบเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกันได้ สามารถนำข้อมูลจากพอร์ตหนึ่งไปพอร์ตอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา

ประเภทของ Oracle1. Personal Oracle
2. Oracle Server
     ทั้ง 2 แบบนี้มีลักษณะการใช้งานและคำสั่งเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Personal Oracle คือฐานข้อมูลที่เมื่อติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ผู้ใช้จะต้องนั่งทำงานกับ Oracle นี้ที่หน้าเครื่องท่านั้น ส่วนของ Oracle Server คือ ฐานข้อมูลในลักษณะเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมของ Oracle Server ไว้ และยอมให้ผู้ใช้งานเรียกฐานข้อมูล หรือจัดการกับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้(เรียกเครื่องอื่นๆ เป็นไคลเอนต์) ดังนั้นถ้าต้องการให้มีผู้เรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลหลาย ๆ คนได้ ก็ควรต้องเลือกแบบที่เป็น Oracle Server



MySQL

MySQL คือ โปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูล ที่พัฒนาโดยบริษัท MySQL AB มีหน้าที่เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รองรับคำสั่ง SQL เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูล ที่ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมือหรือโปรแกรมอื่นอย่างบูรณาการ เพื่อให้ได้ระบบงานที่รองรับ ความต้องการของผู้ใช้ เช่นทำงานร่วมกับเครื่องบริการเว็บ (Web Server) เพื่อให้บริการแก่ภาษาสคริปต์ที่ทำงานฝั่งเครื่องบริการ (Server-Side Script) เช่น ภาษา php ภาษา aps.net หรือภาษาเจเอสพี เป็นต้น หรือทำงานร่วมกับโปรแกรมประยุกต์ (Application Program) เช่น ภาษาวิชวลเบสิกดอทเน็ต ภาษาจาวา หรือภาษาซีชาร์ป เป็นต้น โปรแกรมถูกออกแบบให้สามารถทำงานได้บนระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย และเป็นระบบฐานข้อมูลโอเพนทซอร์ท (Open Source)ที่ถูกนำไปใช้งานมากที่สุด
MySQL : มายเอสคิวแอล เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้ภาษา SQL. แม้ว่า MySQL เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่แตกต่างจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทั่วไป โดยมีการพัฒนาภายใต้บริษัท MySQL AB ในประเทศสวีเดน โดยจัดการ MySQL ทั้งในแบบที่ให้ใช้ฟรี และแบบที่ใช้ในเชิงธุรกิจ
MySQL สร้างขึ้นโดยชาวสวีเดน 2 คน และชาวฟินแลนด์ ชื่อ David Axmark, Allan Larsson และ Michael "Monty" Widenius.
ปัจจุบันบริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems, Inc.) เข้าซื้อกิจการของ MySQL AB เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ภายใต้ MySQL AB ทั้งหมดจะตกเป็นของซัน
ชื่อ "MySQL" อ่านออกเสียงว่า "มายเอสคิวเอล" หรือ "มายเอสคิวแอล" (ในการอ่านอักษร L ในภาษาไทย) ซึ่งทางซอฟต์แวร์ไม่ได้อ่าน มายซีเควล หรือ มายซีควล เหมือนกับซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลตัวอื่น
 ความสามารถและการทำงานของโปรแกรม MySQL มีดังต่อไปนี้
MySQL ถือเป็นระบบจัดการฐานข้อมูล (DataBase Management System (DBMS)
ฐานข้อมูลมีลักษณะเป็นโครงสร้างของการเก็บรวบรวมข้อมูล การที่จะเพิ่มเติม เข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลที่เก็บในฐานข้อมูลจำเป็นจะต้องอาศัยระบบจัดการ ฐานข้อมูล ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งสำหรับการ ใช้งานเฉพาะ และรองรับการทำงานของแอพลิเคชันอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานข้อมูลในฐานข้อมูล เพื่อให้ได้รับความสะดวกในการจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก MySQL ทำหน้าที่เป็นทั้งตัวฐานข้อมูลและระบบจัดการฐานข้อมูล
MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลแบบ relational
ฐานข้อมูลแบบ relational จะทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบของตารางแทนการเก็บข้อมูลทั้งหมดลงในไฟล์ เพียงไฟล์เดียว ทำให้ทำงานได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่น นอกจากนั้น แต่ละตารางที่เก็บข้อมูลสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันทำให้สามารถรวมหรือจัด กลุ่มข้อมูลได้ตามต้องการ โดยอาศัยภาษา SQL ที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม MySQL ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานในการเข้าถึงฐานข้อมูล
MySQL แจกจ่ายให้ใช้งานแบบ Open Source นั่นคือ ผู้ใช้งาน MySQL ทุกคนสามารถใช้งานและปรับแต่งการทำงานได้ตามต้องการ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม MySQL ได้จากอินเทอร์เน็ตและนำมาใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
ในระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux นั้น มีโปรแกรมที่สามารถใช้งานเป็นฐานข้อมูลให้ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกใช้งานได้ หลายโปรแกรม เช่น MySQL และ PostgreSQL ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งในขณะที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Red Hat Linux หรือจะติดตั้งภายหลังจากที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการก็ได้ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ผู้ใช้งานจำนวนมากนิยมใช้งานโปรแกรม MySQL คือ MySQL สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว น่าเชื่อถือและใช้งานได้ง่าย เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำงานระหว่างโปรแกรม MySQL และ PostgreSQL โดยพิจารณาจากการประมวลผลแต่ละคำสั่งได้ผลลัพธ์ดังรูปที่ 1 นอกจากนั้น MySQL ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำหน้าเป็นเครื่องให้บริการรองรับการจัดการกับ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งการพัฒนายังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการปรับปรุงด้านความต่อเนื่อง ความเร็วในการทำงาน และความปลอดภัย ทำให้ MySQL เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

Microsoft SQL Server

ไมโครซอฟท์ ซีควลเซิร์ฟเวอร์ หรือ ไมโครซอฟท์ เอสคิวแอลเซิร์ฟเวอร์ (อังกฤษMicrosoft SQL Server) คือระบบจัดการฐานข้อมูลพัฒนาโดยไมโครซอฟท์ ซึ่งใช้ภาษา T-SQL ในการดึงเรียกข้อมูล
ไมโครซอฟท์ ซีควลเซิร์ฟเวอร์ 2005 รุ่นล่าสุดได้แบ่งเป็นรุ่นดังนี้:
เอนเทอร์ไพรส์ เอดิชัน
ดีเวโลเปอร์ เอดิชัน
สแตนดาร์ด เอดิชัน
เวิร์คกรุป เอดิชัน
เอกซ์เพรส เอดิชัน
โมไบล์ เอดัน
ก่อนที่จะติดตั้ง SQL Server นั้นจะต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่บนเครื่องให้พอกับความต้องการอย่างต่ำของ SQL Server เสียก่อน เช่น ขนาดหน่วยความจำของเครื่อง เนื้อที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น รวมทั้งชนิดของ OS หรือ เวอร์ชั่นของ Internet Explorer สำหรับแผ่นซีดีที่ใช้ติดตั้ง SQL Server นั้นสามารถนำไปติดตั้งได้ทั้งเครื่องที่จะเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ให้เลือกออปชั่น Server Components ได้ (Server Components คือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานหลัก ๆ ของ SQL Server รายละเอียดของคอมโพเนนต์ต่าง ๆ จะได้กล่าวต่อไป)
ระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ SQL Server
                                                                                                  
                เพื่อให้การติดตั้งระบบฐานข้อมูล SQL Server เป็นไปอย่างราบรื่นและสมบูรณ์ที่สุด ระบบฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ควรจะมีประสิทธิภาพ ความคงทน และความเร็วในการทำงาน เพราะจะต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการเน็ตเวิร์ก ดังนี้
ซีพียู                                       Intel (Pentium 166 MHz เป็นอย่างต่ำ, Pentium Pro หรือ Pentium I/III
                                                XEON)
หน่วยความจำ                      64 เมกกะไบต์ อย่างต่ำ
ฮาร์ดดิสก์                              ความจุอย่างต่ำ 1 กิ๊กกะไบต์ และมีพื้นที่ว่างหลังจากการติดตั้งโปรแกรม
                                                แล้วประมาณ 300 เมกกะไบต์เป็นอย่างต่ำ
ระบบปฏิบัติการ                  Microsoft Windows 95/98
                                                Microsoft Windows NT Workstation 4.0
                                                Microsoft 2000 Advanced Server
                                                Microsoft Windows NT Server 4.0

ระบบไฟล์                             ควรจะเป็น NTFS สำหรับ Windows NT Server
                                                FAT สำหรับ Windows 95/98
ซีดีรอมไดร์ฟ                        ความเร็วอย่างต่ำ 12 X
เน็ตเวิร์กโปรโตคอล           TCP/IP, Name Pipes
การติดตั้ง SQL Server


                การติดตั้ง SQL Server มีทางเลือกให้ทำได้ 3 วิธีด้วยกัน คือ
·                     Local Installation คือ ติดตั้งลงในเครื่องที่กำลังใช้อยู่
·                     Remote Installation คือ ติดตั้งลงบนเครื่องอื่นที่อยู่ในเน็ตเวิร์กเดียวกัน
·                     Unattended Installation คือ ติดตั้งโดยที่ไม่ต้องป้อนรายละเอียดในขณะที่ติดตั้ง แต่ใส่รายละเอียดเหล่านั้นไว้ในไฟล์ จากนั้นโปรแกรมติดตั้งจะอ่านข้อมูลจากไฟล์นี้ให้เองโดยอัตโนมัติ
                การติดตั้ง SQL Server 2000 
โปรแกรม SQL Server เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่ใช้เก็บขอมูลภายในองค์กรต่างๆ ซึ่งนิยมใช้กันทั่วไป ตัวโปรแกรมเอง มี 2 ชุดคือ SQL Server Personal และ SQL Server Enterprise ซึ่ง แตกต่างกันตรงที่ รุ่น SQL Server Personal ใช้ลงที่เครื่อง Client เช่น Microsoft Windows 98 และ Microsoft Windows ME ส่วน SQL Server Enterprise ใช้ลงกับระบบปฏิบัติการ ที่เป็น Server เท่านั้นเช่น
Microsoft Windows 2000 Server การติดตั้มีขั้นตอนดังนี้งโปรแกรม
1. ให้นำแผ่น ซีดี โปรแกรม SQL Server ใส่ที่ Drive CD ROM แล้วรอสักครู่โปรแกรมจะแสดงหน้าจอการติดตั้งขึ้นมาให้ผู้ใช้เลือกการติดตั้ง (โปรแกรม SQL Server นั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของผู้ใช้งานเองว่าจะใช้ SQL Server Personal สำหรับ Microsoft Windows 98 และ ME ถ้า SQL Server Enterprise สำหรับ Microsoft Windows 2000 Server ขั้นตอนการติดตั้งจะคล้ายๆ กัน) 

2. ให้เลือก SQL Server 2000 Components

3. เลือกหัวข้อ install Database Server


4. โปรแกรมจะเริ่มสอบถามรายละเอียดที่จำเป็นในการติดตั้งโดยจะมีเมนูสอบถามเป็นขั้นตอนจากรูปข้างล่างจะสอบถามที่ทำการติดตั้งโดยบังคับที่ เครื่องที่ทำการ RUN โปรแกรมนี้ แล้ว คลิก Next>

 5. ขั้นต่อไปให้เลือกสร้าง Database ใหม่หรือ Create a new instance of SQL Server, or install Client Tools แล้ว คลิก Next>
6. ให้ระบุชื่อเครื่องและชื่อบริษัท แล้ว คลิก Next>


7. โปรแกรมจะแจ้งรายละเอียดการใช้งานให้ผู้ใช้ทราย แล้วเลือกหัวข้อ Yes.

8. เลือกหัวข้อ Server and Client Tools แล้ว คลิก Next>

9. เลือกหัวข้อ Default แล้ว คลิก Next> c


หลังจากสร้างฐานข้อมูลเสร็จแล้วให้ทำการ Restore ฐานข้อมูลโดยการ คลิกขวาที่ ฐานข้อมูล Research ที่ได้สร้างไว้ข้างต้น เลือก All Tasks / Restore Database

จะปรากฏหน้าต่างให้ทำการ Restore ข้อมูล 

ที่ประเภทการ Restore ให้เลือก From Device แล้วเลือก Select Device จะปรากฏหน้าต่างให้เลือก Device จะปรากฏหน้าต่างให้เลือก Device

ที่ Restore from ให้เลือก Disk แล้วเลือก Add จะปรากฏหน้าต่างให้ไฟล์ Backup ของฐานข้อมูล 


เลือกhttp://itd.htc.ac.th/st_it50/it5012/P_2/Implement%20of%20Database/images/B1_clip_image010_0003.gif เพื่อเลือกไฟล์ RANsys_Database ที่ได้เตรียมไว้ใน CD-ROM RANsys หรือ Download ได้ที่ http://Ransys.swu.ac.thหลังจากเลือกไฟล์แล้วให้เลือก OK เพื่อกลับไปที่หน้า Choose Restore Device แล้วเลือก OK เพื่อกลับไปหน้า Restore Database จะปรากฏหน้าต่างแสดงความก้าวหน้าในการ Restore ฐานข้อมูล

หลังจากนั้นให้สร้าง Login Name ชื่อ Research เพื่อทำการ Login เข้าสู่ระบบ โดยการ ไปที่โฟลเดอร์ Security / Login คลิกขวา แล้ว New Login จะปรากฏหน้าต่างให้กำหนด New Login

·                     General ที่ Name ให้ระบุเป็น Research เลือก SQL Server Authentication ไม่ต้องระบุ Password ที่ Database เลือก Research

·                     Server Role ให้เลือก System Administrators

·                     Database Access ให้เลือก System Administrators ให้เลือกที่ฐานข้อมูล Research และเลือก db_owner